
หลายคนอาจรู้สึกไม่มั่นใจเมื่อต้องเผชิญกับปัญหาผมร่วง ผมบาง แนวผมด้านหน้าเริ่มร่นถอย ทำให้หน้าผากลึก หรือแม้แต่ภาวะศีรษะล้านที่เริ่มแสดงให้เห็นอย่างชัดเจน จากพันธุกรรมหรืออายุมากขึ้น ลักษณะเหล่านี้ไม่เพียงแค่กระทบต่อภาพลักษณ์ภายนอกเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อความมั่นใจในตัวเอง บทความนี้ขอชวนทุกคนที่กำลังเผชิญกับปัญหาเหล่านี้ไปทำความรู้จักกับโปรแกรม Anti-Hair loss ที่ถูกออกแบบมาเพื่อฟื้นฟูสุขภาพผมอย่างตรงจุด โดยผสานเทคโนโลยีการฟื้นฟูเส้นผมลึกถึงเซลล์รากผม
เพราะเทรนด์การดูแลสุขภาพเส้นผมในปัจจุบันไม่ใช่แค่การสระผมหรือใช้ครีมนวดเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการฟื้นฟูดูแลปัญหาของคนไข้เฉพาะบุคคล ซึ่งโปรแกรม Anti-Hair loss กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก เพราะเน้นการรักษาแบบเฉพาะบุคคล โดยวิเคราะห์จากสภาพหนังศีรษะและวางแนวทางการรักษาสำหรับคนไข้แต่ละเคส (Customized Techniques) พร้อมใช้เครื่องมือที่ได้มาตรฐานในการรักษา หากคนไข้กำลังเผชิญกับปัญหาผมร่วง ผมบาง ไม่แน่ใจว่าควรเริ่มดูแลจากจุดไหน หรือกำลังลังเลว่าควรรักษาผมบาง ที่ไหนดี? ลองเปิดใจให้กับการรักษาแนวใหม่ที่ปลอดภัย เห็นผลจริง และให้ผลลัพธ์ที่ยั่งยืนอย่างโปรแกรม Anti-Hair loss ที่ Blossom Clinic
เข้าใจปัญหาผมร่วง ผมบาง อย่างลึกซึ้ง
ผมร่วงวันละกี่เส้นถือว่าปกติ?
เวลาที่เราสังเกตเห็นเส้นผมร่วงบนหมอน หลังสระผม หรือขณะหวีผม ก็มักจะตกใจและกังวลว่าตัวเองกำลังเผชิญกับภาวะผมร่วงผิดปกติ แต่ความจริงแล้ว ผมร่วงเป็นเรื่องธรรมชาติของร่างกาย เพราะเส้นผมแต่ละเส้นมีวงจรชีวิตที่ชัดเจน ตั้งแต่เกิด งอกเต็มที่ ไปจนถึงร่วงและถูกแทนที่ด้วยเส้นผมใหม่ โดยทั่วไปแล้ว การร่วงของเส้นผมวันละ 50–100 เส้น ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ และเป็นลักษณะผมร่วงตามธรรมชาติของร่างกาย แต่หากร่วงมากกว่า 100 เส้นต่อวัน หรือเห็นเป็นกระจุกในห้องน้ำหลังสระผม อาจเป็นสัญญาณเตือนว่ากำลังมีปัญหาผมร่วงผิดปกติ ซึ่งควรหาสาเหตุและเข้ารับการปรึกษาแพทย์ผู้ชำนาญด้านเส้นผมโดยตรง
สัญญาณที่ควรระวังว่าอาจผมร่วงผิดปกติ
- ผมร่วงมากกว่า 100 เส้นต่อวันติดต่อกันหลายสัปดาห์
- ผมบางลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะกลางศีรษะหรือหน้าผากถอยร่น
- มีผมร่วงเป็นหย่อม เห็นหนังศีรษะชัด
- ผมที่งอกใหม่มีเส้นเล็กลงและเปราะบางกว่าปกติ
ผมร่วงเยอะเกิดจากอะไร?
1. ฮอร์โมนไม่สมดุล
ฮอร์โมนมีบทบาทสำคัญต่อการเจริญเติบโตของเส้นผม โดยเฉพาะฮอร์โมนเพศชาย DHT (Dihydrotestosterone) ที่หากมีมากเกินไปจะทำให้รากผมหดตัว ส่งผลให้รากผมอ่อนแอและเส้นผมบางลงเรื่อยๆ จนอาจกลายเป็นศีรษะล้านได้ นอกจากนี้ผู้หญิงในช่วงหลังคลอด หรือวัยหมดประจำเดือน ก็อาจมีผมร่วงเยอะจากความแปรปรวนของฮอร์โมนเช่นกัน
2. ผมร่วงผมบาง ตามกรรมพันธุ์
ภาวะที่ผมเริ่มบางและหลุดร่วงอย่างช้าๆ เนื่องจากพันธุกรรม มีประวัติผมร่วงในครอบครัว และฮอร์โมนเพศชาย (DHT) ร่วมกับอายุที่เพิ่มมากขึ้น โดยมักพบได้ทั้งในผู้ชายและผู้หญิง แต่มีรูปแบบและความรุนแรงแตกต่างกัน โดยผู้ชายจะเริ่มผมบางที่แนวหน้าผากและขมับ ต่อมาจะเกิดผมบางบริเวณกลางศีรษะ จนกลายเป็นหัวล้านบางส่วนหรือหัวล้านทั้งหมด มักเริ่มเห็นชัดเจนตั้งแต่อายุ 20–30 ปีขึ้นไป ส่วนผู้หญิงจะมีลักษณะผมบางแบบกระจายทั่วศีรษะ ไม่ค่อยเกิดหัวล้าน มักเกิดในช่วง อายุ 30–50 ปีขึ้นไป
3. โรคบางชนิด
ภาวะผมร่วงอาจเกิดจากโรคที่ส่งผลต่อระบบร่างกาย เช่น โรคไทรอยด์ โรคแพ้ภูมิตัวเอง เช่น Alopecia Areata ทำให้ผมร่วงเป็นหย่อม โรคเบาหวาน และโรคเรื้อรังอื่นๆ ที่กระทบต่อการไหลเวียนของเลือด
4. ขาดสารอาหาร
การรับประทานอาหารไม่เพียงพอ โดยเฉพาะการขาด โปรตีน ธาตุเหล็ก สังกะสี ไบโอติน วิตามิน A วิตามิน B รวม วิตามิน C และวิตามิน D อาจทำให้รากผมอ่อนแอและผมหลุดร่วงง่าย หลายคนที่ลดน้ำหนักผิดวิธีหรือทานอาหารไม่ครบ 5 หมู่ มักเผชิญปัญหาผมร่วงเยอะกว่าปกติ
5. การดัด ยืด ทำสี และใช้สารเคมี
การทำเคมีบ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการยืด ดัด ทำสี หรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารซัลเฟตแรงๆ ส่งผลให้โครงสร้างเส้นผมโดนทำลาย เมื่อเส้นผมอ่อนแอจึงขาดและร่วงมากขึ้น
6. ความเครียด
ความเครียดเรื้อรังเป็นอีกปัจจัยที่กระทบต่อวงจรชีวิตของเส้นผม เพราะจะไปเร่งให้เส้นผมเข้าสู่ ระยะร่วงเร็วกว่าปกติ ส่งผลให้ผมร่วงพร้อมกันจำนวนมาก หรือที่เรียกว่า Telogen Effluvium (ภาวะผมร่วงฉับพลันทั่วศีรษะจากความเครียด)
7. ผมร่วงหลังคลอด
คุณแม่หลังคลอดมักเจอปัญหาผมร่วงเยอะในช่วง 3–6 เดือนแรก เนื่องจากระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้เส้นผมที่อยู่ในระยะพักพร้อมใจกันร่วงออกมา แต่ข่าวดีคือมักเป็นอาการชั่วคราว และจะค่อย ๆ ดีขึ้นเมื่อร่างกายกลับเข้าสู่สมดุล
8. การใช้ยาบางชนิด
ยาบางประเภทมีผลข้างเคียงทำให้เส้นผมร่วง เช่น ยารักษามะเร็ง (เคมีบำบัด) ยาลดความดันโลหิตบางชนิด ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยารักษาภาวะซึมเศร้า

ผมร่วง ขาดวิตามินอะไรบ้าง?
- วิตามิน A – ช่วยให้เส้นผมเจริญเติบโต และป้องกันสารอนุมูลอิสระ
- วิตามิน B รวม – ช่วยบำรุงผมให้แข็งแรง ไม่ขาดร่วงง่าย โดยเฉพาะวิตามิน B7 ช่วยสร้างเคราติน บำรุงเส้นผมให้แข็งแรง วิตามิน B12 ช่วยดูดซึมธาตุเหล็กได้ดี ทำให้เส้นผมแข็งแรง ไม่ขาดร่วงง่าย
- วิตามิน C – ช่วยสร้างโปรตีนและคอลลาเจน ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระและปกป้องเส้นผม ช่วยให้รากผมทำงานเป็นปกติ
- วิตามิน D – ช่วยดูดซึมแคลเซียม ดีต่อสุขภาพกระดูก ฟัน เล็บและเส้นผม
ภาวะผมร่วงหลังคลอด เกิดจากอะไร?

ภาวะผมร่วงหลังคลอด เป็นปัญหาที่คุณแม่หลายคนต้องเผชิญ มักเกิดขึ้นในช่วง 3–6 เดือนแรกหลังคลอด ซึ่งมีสาเหตุหลัก ๆ ดังนี้
- การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเอสโตรเจน
ระหว่างตั้งครรภ์ฮอร์โมนเอสโตรเจนสูง ทำให้ผมหนาและร่วงน้อย แต่หลังคลอดระดับฮอร์โมนจะลดลงทันที ส่งผลให้เส้นผมเข้าสู่ระยะร่วงพร้อมกันจำนวนมาก - ความเครียดขณะตั้งครรภ์
ความกังวลเรื่องสุขภาพของคุณแม่และลูก รวมถึงความเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย ทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนความเครียด ส่งผลต่อวงจรชีวิตของเส้นผมจนผมหลุดร่วงมากขึ้น - พักผ่อนน้อยหลังคลอด
การต้องเลี้ยงลูกน้อยตลอดเวลา ทำให้คุณแม่พักผ่อนไม่เพียงพอ ส่งผลให้ร่างกายฟื้นฟูตัวเองได้ไม่เต็มที่ และกระทบต่อสุขภาพรากผมโดยตรง - ทานอาหารไม่เพียงพอ
คุณแม่หลายคนมักละเลยการรับประทานอาหารที่ครบถ้วน ส่งผลให้ร่างกายขาดโปรตีน ธาตุเหล็ก และวิตามินสำคัญ ทำให้เส้นผมอ่อนแอและหลุดร่วงง่ายขึ้น
ผมบางกลางหัว และผมร่วงเป็นหย่อมเกิดจากอะไร?
ภาวะผมบางกลางหัว มักเกิดจากพันธุกรรมและฮอร์โมน DHT ที่ทำให้รากผมอ่อนแอ ส่งผลให้ผมค่อยๆ บางลงจนเห็นหนังศีรษะชัดเจน ส่วนผมร่วงเป็นหย่อม เกิดจากโรค Alopecia Areata (โรคผมร่วงเป็นหย่อม) ซึ่งเป็นภาวะภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ ทำให้รากผมในบางบริเวณโดนทำลาย ส่งผลให้เกิดผมร่วงเป็นวงกลมหรือหย่อมๆ
วิธีรักษาผมร่วง ผมบาง ที่หลายคนเลือกใช้ในเบื้องต้น
- แก้ผมร่วงด้วยวิธีธรรมชาติ
บางคนที่มีภาวะผมร่วงในระยะแรกๆ อาจเลือกใช้พืชสมุนไพรหรือของจากธรรมชาติ นำมาทาบริเวณหนังศีรษะ เพื่อบำรุงรากผมและนวดศีรษะกระตุ้นการไหลเวียนเลือด เช่น มะกรูด อัญชัน ใบบัวบก น้ำมันมะพร้าว ว่านหางจระเข้ เป็นต้น - การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม
คนที่มีภาวะผมขาดหลุดร่วง และมีปัญหาผมบาง มักเลือกใช้แชมพูสูตรอ่อนโยน ปราศจากซัลเฟต และเลือกครีมนวดที่ช่วยลดผมขาดหลุดร่วงโดยตรง - การทานอาหารและวิตามิน เซรั่มบำรุงผม
คนที่มีภาวะผมร่วง ผมบาง มักจะเน้นรับประทานอาหารที่มีโปรตีน ไบโอติน ธาตุเหล็ก สังกะสี และวิตามินต่างๆ เพื่อให้ผมแข็งแรงขึ้น รวมถึงบางคนอาจใช้วิตามินและเซรั่มบำรุงผม เพื่อให้รากผมแข็งแรงขึ้น ไม่หลุดร่วงได้ง่าย ซึ่งอาจได้ผลในบางราย แต่ต้องใช้ระยะเวลานานกว่าจะเห็นผล ทำให้เสียเงินมาก โดยที่ไม่อาจคาดการณ์ผลลัพธ์ได้ - การทายา หรือกินยาลดผมร่วงผมบาง
การทายา Minoxidil หรือ Finasteride หรือการกินยา แต่ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอใช้ยา แต่วิธีนี้อาจได้ผลในเคสที่มีปัญหาผมร่วงผมบางในระยะที่ไม่รุนแรงมากนัก ปัจจุบันคนไข้หลายราย จึงมีความสนใจเข้ารับบริการโปรแกรม Anti-Hair loss กันมากขึ้น เพราะสามารถแก้ปัญหาผมร่วงผมบางได้อย่างตรงจุด เห็นผลชัดเจน และปลอดภัย
โปรแกรม Anti-Hair loss คืออะไร?

โปรแกรม Anti-Hair loss เป็นโปรแกรมที่ช่วยแก้ปัญหาผมบางให้กลับมาหนา โดยไม่ต้องปลูกผม แต่เน้นรักษาจากสาเหตุของการเกิดปัญหาผมร่วงผมบางอย่างตรงจุด ด้วยการฟื้นฟูความแข็งแรงของรากผม โดยใช้พลาสมาและเกล็ดเลือดเข้มข้นจากร่างกายของคนไข้เอง ไม่เพียงแค่ช่วยลดผมร่วง ผมบาง แต่ยังช่วยซ่อมแซมเซลล์ (Growth Factor) ให้เซลล์รากผมกลับมาแข็งแรง เส้นผมหนาขึ้น ช่วยให้ผมเกิดใหม่ แบบไร้กังวลปัญหาผมร่วง ด้วยผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติและปลอดภัย

ทำไมโปรแกรม Anti-Hair loss ถึงแตกต่างจากวิธีรักษาทั่วไป
- เน้นการรักษาลงลึกถึงรากผม ต้นเหตุของภาวะผมร่วง
- ใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือทางการแพทย์ที่มีมาตรฐาน ช่วยให้ได้ผลลัพธ์ดียิ่งขึ้น
- โปรแกรมออกแบบเฉพาะบุคคล โดยแพทย์ด้านผิวหนังและเส้นผมโดยเฉพาะ
- ลดผมร่วง ช่วยให้เส้นผมที่ขึ้นใหม่แข็งแรงและหนาขึ้นเป็นธรรมชาติ
- มีการติดตามผลและปรับแผนการรักษาอย่างต่อเนื่อง
- ช่วยให้ผลลัพธ์ดีในระยะยาว ปลอดภัย ไม่เกิดผลข้างเคียง
หลักการทำงานของโปรแกรม Anti-Hair loss

เติมอาหารให้ผมแข็งแรง
ใช้สารอาหาร วิตามิน และ Growth factor จากเกล็ดเลือดเข้มข้น เพื่อบำรุงรากผมให้แข็งแรง ลดการหลุดร่วงของเส้นผม
กระตุ้นการทำงานของ Growth factor

Growth factor จากเกล็ดเลือดที่มีความเข้มข้นถึง 4 เท่า เมื่อนำเอาเฉพาะส่วนที่เป็นพลาสมา นำเลือดมาปั่นผ่านเครื่องเหวี่ยงสาร (Centrifuge) แยกพลาสมา (Plasma) ที่มีความเข้มข้นสูงออกมา แล้วนำกลับไปฉีดฟื้นฟูผิวหรือหนังศีรษะ จะช่วยซ่อมแซมเซลล์ผิวหรือเซลล์รากผม เพิ่มการไหลเวียนเลือด ฟื้นฟูบำรุงเซลล์รากผม และเร่งการงอกของผมใหม่ แก้ปัญหาผมร่วงผมบางอย่างได้ผล
ฟื้นคืนผมหนา โดยไม่ต้องพักฟื้น
การทำโปรแกรม Anti-Hair loss ไม่ต้องผ่าตัด ไม่มีแผล ไม่ต้องพักฟื้นหลังทำ สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ
กระตุ้นการเกิดใหม่ของเส้นผม
กระตุ้นให้รากผมที่อ่อนแอกลับมาทำงานอีกครั้ง ทำให้เส้นผมงอกใหม่หนาแน่นขึ้น และลดปัญหาผมบางอย่างตรงจุด
ขั้นตอนการรับบริการโปรแกรม Anti-Hair loss

- แพทย์ตรวจประเมินสภาพเส้นผมและหนังศีรษะ พร้อมให้คำแนะนำเกี่ยวกับโปรแกรม Anti-Hair loss
- ทำการเจาะเลือดบริเวณข้อพับแขนของคนไข้ ใช้งานในปริมาณ 20 มิลลิลิตร
- เลือดที่เตรียมไว้จะถูกนำไปปั่นด้วยเครื่องเหวี่ยงสาร (Centrifuge)
- ทำการแยกเกล็ดเลือดที่มีความเข้มข้น (Platelet Rich Plasma) และสมบูรณ์ที่สุดออกมาเตรียมไว้
- แพทย์ทำความสะอาดหนังศีรษะของคนไข้ ทายาชาในบริเวณหนังศีรษะที่ต้องการฉีดเกล็ดเลือด
- เมื่อยาชาออกฤทธิ์ แพทย์จะนำเกล็ดเลือดฉีดไปทั่วหนังศีรษะ ลึกถึงรากผม เพื่อกระตุ้นเซลล์รากผมให้แข็งแรงขึ้น โดยที่คนไข้จะไม่รู้สึกเจ็บ พลาสมากระจายตัวได้ทั่วทั้งศีรษะอย่างรวดเร็ว ด้วยความแม่นยำและมีประสิทธิภาพ ช่วยให้รากผมแข็งแรงขึ้น ฟื้นฟูสภาพเส้นผมให้ดีขึ้นได้
คำแนะนำการดูแลตัวเองหลังทำโปรแกรม Anti-Hair loss

- งดนอนราบหลังทำ 4 ชั่วโมง
- หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ 24 ชั่วโมงหลังทำ
- ใช้แชมพูและครีมนวดผมสูตรอ่อนโยน และไม่ควรเกาหนังศีรษะแรงๆ
- หยุดรับประทานยาแก้ปวดแก้อักเสบกลุ่ม NSAIDs เช่น ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) นาพร็อกเซน (Naproxen) มอทริน (Motrin) ในช่วง 2-3 วันหลังรับบริการโปรแกรม Anti-Hair loss
ความพิเศษของโปรแกรม Anti-Hair loss ที่ Blossom Clinic

- ได้รับการดูแลโดยแพทย์ผิวหนัง
ทุกเคสได้รับการประเมินและวางแผนการรักษาอย่างใกล้ชิด โดยแพทย์ผู้ชำนาญด้านผิวหนังและเส้นผม - ตรวจสภาพเส้นผมอย่างละเอียด
ใช้กล้อง Dermoscopy เทคโนโลยีล่าสุดที่สามารถขยายลึกถึงรากผม เพื่อวิเคราะห์ปัญหาได้อย่างแม่นยำ ก่อนกำหนดแนวทางรักษาเฉพาะบุคคล - เทคโนโลยีการปั่นพลาสมามาตรฐานสูง
ใช้เครื่องปั่นสกัดพลาสมาที่ได้มาตรฐาน เพื่อคงคุณภาพของเกล็ดเลือดให้พร้อมต่อการนำมาใช้บำรุงรากผม

- ลอดสกัดพิเศษจากเกาหลี
เลือกใช้ Tube คุณภาพสูง ที่สามารถสกัดพลาสมาเข้มข้นมากกว่าหลอดทั่วไปถึง 9 เท่า ทำให้ได้สารบำรุงที่มีประสิทธิภาพสูงสุด - มาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล
เครื่องมือและอุปกรณ์ได้รับการรับรองจาก CE US FDA และ Korea FDA มั่นใจได้ถึงความปลอดภัย - สิทธิบัตรเฉพาะด้านการแยกพลาสมาบริสุทธิ์
ใช้เทคนิคที่ได้รับการจดสิทธิบัตรเฉพาะ ช่วยให้ได้พลาสมาที่มีความเข้มข้นสูงและบริสุทธิ์ เหมาะสำหรับการฟื้นฟูรากผมโดยตรง - มีหลายสาขา เดินทางสะดวก
สำหรับคนที่สนใจรักษาผมบาง ผมร่วง กำลังตัดสินใจว่าจะรักษาผมร่วงที่ไหนดี? หรือรักษาผมบาง ที่ไหนดี? และมองหาคลินิกรักษาผมร่วง ใกล้ฉัน ชวนแวะมาที่ Blossom Clinic มี 3 สาขา ในกรุงเทพ และต่างจังหวัด ทั้ง Blossom Clinic สาขานครปฐม และสาขาศาลายา (ใครกำลังมองหาคลินิกรักษาผมร่วงผมบาง นครปฐม หรือคลินิกรักษาผมร่วงผมบาง ราชบุรี Blossom Clinic ก็ตอบโจทย์เช่นกัน) เดินทางง่าย ใกล้ใจกลางเมืองทุกสาขา
Blossom Clinic Stadium One บลอสซั้มคลินิก สาขาสเตเดียมวัน (คลินิก สเตเดียมวัน)
- Call: 02-460-9210 กด 2
- Map: https://goo.gl/maps/SPyRJbpCxfH5NtUr9
Blossom Clinic Nakhonpathom บลอสซั้มคลินิก สาขานครปฐม (คลินิก นครปฐม)
- Call: 02-460-9210 กด 3
- Map: https://maps.app.goo.gl/kWuqGp4mthi12E657
Blossom Clinic Salaya บลอสซั้มคลินิก สาขาศาลายา (คลินิกรักษาผมร่วงผมบาง ศาลายา)
- Call: 02-460-9210 กด 4
- Map: https://goo.gl/maps/bUw5df2g9oASZQk76














